เมื่อ “ฝ้าย” ม้วนนั้น หมายไว้ผูกข้อมือ                                    ภูไม้ ลายคำ

บอกก่อน

 

                ก่อนที่ผมจะเขียนเรื่องเหล่านี้ ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดี แต่ผมอยากบอกฝ้าย และเธอก็อยากให้ผมบอกอะไรเธอ ผมขอโทษที่ ผมไม่รู้จะเล่าอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในใจที่เต็มไปหมด และถ้าผมทำผิดอะไรไปจากสาเหตุผมพยายามหนีโลกของความเป็นจริง ผมยอมรับผิด และผมบอกกับฝ้ายว่าผมจะไม่ทำอีก และผมขอโทษที่ได้ทำอะไรไม่ดีที่ผ่านมา ในสายตาของฝ้าย หรือของใครก็ตาม ผมเล่าเรื่องนี้โดยมะโนนึกถึงภาพเก่า ๆ ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ๆ เพราะผมเคยมีครอบครัวใหญ่ (ทางภาคเหนือ) แต่ในตระกูลผม เต็มไปด้วยความเป็นผู้มีตัวตนที่สูง บางคนสูงมาก เช่นพ่อผม ไม่ยอมจะทำตามที่ผู้ใหญ่ให้ทำ ท่านไปทำงานถึงเยอรมัน แต่พอกลับมา ก็มาทำงานเป็นแค่ภารโรงโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เท่านั้น เพียงเพื่อให้พบกับแม่ผม ... ส่วน  ตาและยาย ของผม(อุ้ย) จะรักผมมากเลี้ยงผมมาเหมือนไข่ในหินผมจำได้ว่า ครั้งเมื่อไม่สบาย หรือเป็นอะไร ก็จะจัดงานใหญ่โตมาก เพื่อ เรียกขวัญ “ฮ้องขวัญ” ตามประเพณีทางล้านนา มี “ฝ้าย” มาผูกข้อมือผมทุกครั้ง และเมื่อท่านเสียไป ท่านสั่งให้เผาหมดแม้กระทั่งรูป และตราสัญญาลักษณ์อะไรไม่ทราบเพราะผมยังเล็ก และก็สอนให้ผมสู้ด้วยตัวเองเสมอมา โดยไม่ยอมให้ก้มหัวให้ใคร ผมถึงเป็นของผมยังงี้ และขณะนี้ผมกำลังตกที่นั่งลำบาก ผมก็มีฝ้ายคนนี้ซึ่งเปรียบเหมือนฝ้ายที่มาผูกข้อมือผมเหมือนตอนผมเป็นเด็ก ๆ เสมอ มาอยู่ข้างๆ และผมก็ต้องขอบอกว่า “ผมยอมคนนี้เพียงคนเดียว” เท่านั้น

อ่านแล้วคงจะได้พบกับคำว่า “ฝ้าย” ที่ผูกข้อมือผมเสมอ....เปรียบเสมือนตัวแทนของเธอ...

 

ความทรงจำที่เริ่มจางหาย (ความทุกข์ที่รุกล้มระเนระนาด)

                ใครจะรู้บ้างว่ากาลเวลาที่เคยเจ็บปวดช่างยาวนานเหลือเกิน รู้หรือไม่ว่าความทรงจำบางอย่างที่ยากจะลืม ยากเหลือเกินที่ทำให้มันหายไป แผลที่ลึกจนถึงปลายหัวใจนั้น แม้จะไม่เจ็บก็เหลือเพียงแผลเป็น หากวันใดได้ลูบคลำ ความรู้สึกแปลบปลาบก็ยังคงมี  ได้แต่เผ้ามองว่าเมื่อไหร่มันจะหายไป หรือเป็นปกติเหมือนเดิม .........

นี่ก็กลับมาอีกครั้ง มาเขียนอะไรต่อมิอะไรอีกครั้ง หลังจากที่วางมือไปหลังจากที่เขียน “ขาหักดีกว่ารักไม่เป็น” ... ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นอีกมากมาย จนไม่สามารถจะเริ่มเรื่องใดก่อนเรื่องใดหลัง ไม่ว่า จะโดนทำร้าย จนเกือบเอาตัวไม่รอด เข้าสู่ห้วงมัจจุราชก็คราวหนึ่ง จนเห็นว่าความตายช่างง่ายเหลือเกิน ศูนย์เสียซึ่งความเป็นตนเองและผู้คนรอบข้าง ...บอกตรงๆ ว่า ไม่รู้จะเริ่ม ณ จุดใดได้ก่อนหลัง อย่างไรเสีย ก็ขอเริ่มจากความทรงจำที่เลวร้ายต่างๆ เริ่มมลายไปบางส่วน แต่ก็ยังมีเติมเข้ามาอีกเป็นระลอก คล้ายคลื่นทะเลที่ถั่งโถม แต่ไม่นานก็จะจางหายไป เหลือแต่ เศษกองทรายที่มีริ้วลายของระลอกคลื่นนั้น เป็นอนุสรณ์ไว้เตือนใจ

                หากมองว่านั่นเป็นความสนุกของชีวิต ก็คงมีรดชาดแต่ถ้าไม่มีเลยก็คงดี  เพราะเรื่องเหล่านี้บางทีก็ทำให้ชีวิต แข็งแกร่งขึ้น บางทีก็ทำให้เราอ่อนแอลงไปตามสถานการณ์ นั้น หาความสงบเพื่อบรรเทา แต่ก็เหมือนกับว่าจุดกองไฟกองใหญ่ขึ้นมาเผาตัวเอง ให้ร้อนลุ่มอยู่มิปาน เคยกันไปมองรอบๆ ข้าง ก็มีทั้งกำลังใจ มีทั้งบั่นทอนกำลังใจ บางทีก็ไม่รู้จะเลือกสิ่งไหน เพราะเลือกไปแล้วบางครั้งก็เหมือนดูว่าเลือกผิดทาง......

 

                บัดนี้ความทรงจำต่าง ๆ ที่เลวร้ายที่เกือบเอาชีวิตเราไม่รอดก็เริ่มจะทุเลาลงไปบ้าง แต่ลึก ๆ แล้วมันยังอยู่ในมโนคติ จะมีใครบ้างที่จะมาทำให้มันทุเลาลงไปอีก หรือทำให้มันหายไปเลยก็ดี บางครั้งความเหงาก็เกาะกินความรู้สึกจนรู้สึกเหมือนว่ามีเราคนเดียวที่ยืนอยู่บนโลกใบนี้..... มองไปรอบ ๆ ตัวเราก็มีแต่ผู้คนมากมาย แม้เดินสวนทางกันไปมา แต่ก็เหมือนกับเราเดินอยู่บนถนนเส้นนั้นเพียงคนเดียว...มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย.........

 

กับหัวใจที่ว่างเปล่า ... และความหนาวที่ร้าวลึก (ก่อนมีฝ้าย ที่มาเรียก “ขวัญ”)

            มันเป็นความว่างเปล่าจริง ๆ เมื่อครั้งหนึ่งมันเป็นสุญญากาศของชีวิต มีหลายคนที่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ในสมัยก่อนตอนผมเป็นเด็ก ๆ เวลาไม่สบาย หรือไปเล่นที่ไกลบ้าน แล้วเกิดประสบอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามจะเห็นว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่ก็มักจะมีเครื่องเซ่น ภูต ผีปีศาจ หรืออะไรก็ตามที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เพื่อบูชา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือฝ้ายมัดมือ หรือผูกข้อต่อแขน เพื่อเรียน “ขวัญ” ให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว บัดนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่เริ่มล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน สิ่งเหล่านี้ได้หายไปแล้ว และก็แทบจะไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นอีกแล้วด้วย ...

                “อุ้ย” เคยผูกแขนผมตอนที่ผมถูกรถชนตอนเด็ก ๆ หรือตอนเพิ่งฟื้นจากการเป็นไข้ไทฟอยเมื่อตอนเด็ก ๆ  “อุ้ย” ตระเตรียม ฝ้ายผูกใหญ่ มาฝั้นรวมกันแล้วม้วนเป็นก้อนสีขาวใหญ่ ๆ แล้วก็ทำพิธี “ฮ้องขวัญ” เป็นภาษาล้านนา ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เมื่อจบพิธี ก็มีการนำ ฝ้ายนั้นมาผูกกับข้อมือ ทำให้มีความรู้สึกว่ามีกำลังใจ มีสิ่งดี ๆ ที่มาอยู่กับตัว สิ่งนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า “ขวัญ” แม้ว่ายังเจ็บแผลนั้นอยู่ก็ตามที ........แต่ก็ยิ้มออกมาได้ด้วยความรู้สึกที่ดีนั้น....

          วันนี้ผมเหมือนกับว่าได้เห็น “ฝ้าย” ม้วนนั้นอีกครั้ง แม้ ฝ้ายนั้นอาจไม่ใช่ฝ้ายที่จะผูกกับข้อมือนี้ แต่ก็พอให้นึกถึงความรู้สึกที่ดี ๆ ที่จะกลับมาอีกครั้ง ... เหมือนเมื่อก่อนนี้...

                ความชาชินกับแผลที่เกิดขึ้นกับหัวใจจนทำให้เหมือนกับที่ผ่านมานั้นผมเหมือนหุ่นยนต์เพราะมีแค่ลมหายใจ และการลืมตาแล้วทำกิจวัตรไปวันวันเท่านั้น .... ความรู้สึกเช่นนี้มันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน ครั้งหนึ่งผมไปเดินในงานของจังหวัดที่จัดขึ้น...เพื่อให้หายจากความรู้สึกเหล่านั้น เพราะในงานมีผู้คนมากมาย เดินไปมาอย่างขวักไขว่ ท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนั้น บ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มากันเป็นครอบครัว บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม ๆ แต่ผมกลับเดินอยู่เพียงคนเดียว  เหลียวไปทางไหนก็เหมือนกับไม่มีใครเห็นเราเลย ผมหยุดยืนอยู่กลางถนน พลันความรู้สึกแห่งความอ้างว้างก็วิ่งเข้าสู่แก่นของหัวใจ จิ๊ดแล้วจี๊ดอีกที่ทิ่มแทงในความรู้สึก มันเหงา มันเหมือนเรายืนอยู่บนอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครเห็นเราเลย แม้แต่คนเดียว...ความหนาวเหน็บร้าวลึกบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มันหนาวที่จับอยู่ขั้วหัวใจเลยทีเดียว จนคางสั่นมือสั่น แม้ว่าขณะนั้นแสงแดงก็ยังแผดเปรี้ยง...นึกถึงเวลาที่เราวูบไปขณะที่เกิดอุบัติเหตุกับเรา มันมืด มันหนาว และโดดเดี่ยวเช่นนี้นี่เอง ช่างน่ากลัวเหลือเกิน..มองเห็นสีขาว เป็นฝั้นลาง ๆ ในความคิดขณะนั้น มีม้วนฝ้าย ที่ใสสะอาด และช่างอบอุ่นเกิดขึ้นมา มองลงบนข้อมือที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่ง เส้นฝ้ายที่ผูกอยู่ ไร้ซึ่งกำลังใจที่อบอุ่นนั้น เมื่อไหร่ จะมี อุ้ย เรียกเข้าไปซบอก ซบตักที่อบอุ่น พร้อมจับข้อมือน้อย ๆ นี้ ไปผูกฝ้าย “ขวัญมาเน่อ ลูกหล้า” .... พลันน้ำตาก็ไหลแข่งกับผู้คนที่หลากหลาย และแสงแดงที่แผดกล้า บนถนนที่คลาคล่ำนั้น...

               

ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...กับหัวใจที่เริ่มมีกำลัง (ฝ้าย ด้ายมงคล)

            วันหนึ่ง...ที่เงียบเหงาเช่นเดิม แต่วันนี้เมื่อคืนใครจะรู้บ้างว่า ผมไม่ได้นอนหลับเลย เฝ้าแต่ครุ่นคิดกับตัวเองว่าเราจะทำอย่างไรกับชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายนี้(ซะที) นั่งคิดที่ทำให้ตัวเองหลุดพ้นไปจากวังวนนี้ด้วยการลา “ตาย” แต่พอนั่งนึกอีกครั้ง ก็คงคิดว่า มันก็คงจะไม่มีอะไรดีขึ้นมา หากมีการเกิดอีก เราก็คงต้องเป็นอย่างนี้อีก อาจด้วย เวร กรรม อันใดก็ตามที่ติดมาแต่ชาติปางไหน.... เช้าที่มาทำงานพร้อมกับความคิดที่แตกแยกกันเป็นสองทาง...หนึ่งก็ตายไปซะ สองก็อยู่ใช้กรรมต่อให้หมด วันนี้เป็นอันว่าสมองไม่ได้ทำงานเต็มร้อยเลยเพราะมัวแต่จะจัดการกับตัวเอง... เปิดบทความที่ตนเองเขียนขึ้นมาอ่าน อ่านแล้วก็อ่านอีก (ไม่รู้อ่านไปทำไม ก็เรื่องของตัวเองทั้งนั้น) ขณะนั้นผมมองไปข้างหน้าอย่างไม่ได้คิดอะไรในใจเลย ก็พบผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ พลันก็ส่งบทความที่เขียนขึ้นมาเล่มแรก “ขาหักดีกว่ารักไม่เป็น” ส่งให้ โดยไม่ทราบว่าส่งไปทำไม แล้วก็บอกขึ้นมาอย่างไม่ได้คิดว่า ลองเอาไปอ่านดูนะ แล้ววันนั้นก็ผ่านไป........

                หลังจากนั้นอีกหลายวันต่อมา เธอคนนั้นก็ยังอยู่ที่เดิม และผมก็ไม่ได้มีความคิดใด ๆ เกี่ยวกับเธอเลย แต่ก็ทักทายตามปกติ แต่ทว่า เมื่อได้คุยด้วยแล้ว มีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า มันคืออะไร แต่มีความรู้สึกเหมือนกับที่เห็น ม้วนฝ้ายสีขาว ที่รวบรวมไว้ความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้นในใจขณะนั้น ความอบอุ่นก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา...เหลือบมองที่ข้อมือตัวเองก็ยังคงว่างเปล่า แต่ในใจกลับมีม้วนฝ้ายนั้นอยู่ที่ข้อมือ...เปล่า ไม่ได้คิดอะไร แต่อบอุ่น มีเพียงแค่รอยยิ้ม และคำทักทายปกติ หรือนี่คือ “ฝ้าย มงคล” ที่มาผูกที่ข้อมือเราหรือ? คงไม่ใช่? เพราะเรามันต่างกันเหลือเกิน เรามันก็แค่คนที่กำลังมีเคราะห์ คนที่กำลังเจ็บป่วยปางตาย เหตุใด จะมีสิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นมาแล้วหรือ ใจปฎิเสธ แต่สายตา และความคิดไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ ก็ได้แต่คิดว่า อะไรที่ทำให้เราคิดไปยังงั้น แต่เมื่อเจอเธอทีไรก็เกิดกำลังใจขึ้น ความคิดที่เหมือนเราคนเดียวเริ่มหายไป แต่เธอจะรู้หรือเปล่า? คำถามเริ่มมากมายเกิดขึ้นในใจ มันหาคำตอบไม่ได้ ... หรือ เธอจะคือ “ฝ้ายมงคล” ม้วนนั้น...ที่รอ การมาผูกข้อมือเรียกขวัญที่หายไปกลับมา “กลับมาเน้อ ขวัญเอ้ยมาอยู่กะเนื้อกับตัว อย่าได้เมามัวหนีไปไหน...จะอยู่ที่ใกล้ ที่ไกล ขอให้ปิ๊กคืนมา........” เสียงพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ที่ร้องขวัญ แว่วเข้ามาในมะโนคติ เหลือบมองข้อมือยังว่างเปล่า แต่มีความอบอุ่นลึก ๆ เกิดขึ้นในใจ.........

 

ความหวังมีที่เธอ...หวังว่าไม่ละเมอเหมือนฝัน (ฝ้าย ที่หมายมัดมือมัดใจ)

            “ตื่น ๆ เจ้าแล้วไปดังไฟนึ่งข้าวได้แล้ว” เป็นเสียงที่คุ้นชินตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ สมัยเรียนที่เรามีหน้าที่ต้องลุกขึ้นมานึ่งข้าวให้กับพ่อ แม่ และน้อง ก่อนไปโรงเรียน แต่เมื่อตื่นมาติดไฟในเตาและตั้งหม้อนึ่งจนเรียบร้อยดีแล้ว ความง่วงก็ยังไม่หมดไปตามปะสาเด็ก เราก็นอนคุมโปงหน้าเตาไฟนั้น... จนฟืนหมอดไปเกินครึ่ง มันก็หมดความสมดุล กระดกตกลงบนผ้าห่ม ลุกเป็นไฟ เกือบโดนไฟครอกตาย ณ ในครัวนั้น... มิวายที่จะถูกดุ แล้ว ก็เรียกขวัญ ผูกข้อมือ ขอสุมา ผีขันข้าว ... ข้อมือก็เต็มไปด้วย “ฝ้าย”สีขาว....เช่นนี้....

                “ชื่อ อะไร?ครับ” ผมถาม “ฝ้าย” เป็นคำตอบที่ได้เหมือนกับ เธอไม่ค่อยตอบด้วยความเต็มใจเท่าใดนัก แต่ชื่อนี้ ทำให้นึกถึง เรื่องเก่าขึ้นมากมาย ที่ไม่สามารถเล่าให้ใครได้ฟังจนหมด แม้จะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม และก็ไม่สามารถ จะเริ่มต้นเล่าจากจุดใดได้ มันคง อัดแน่นอยู่ในมะโนนั้นเอง... หลังจากนั้นไม่ว่าเราจะไปทำอะไรที่พยามหนีไปจากโลกของความเป็นจริงใบนี้ เธอก็จะรู้ และพูดเหมือนจะด่าก็ไม่ด่า เหมือนจะดุก็ไม่ดุ เหมือนจะกระแทกแดกดันก็ไม่ใช่ เหมือนจะให้กำลังใจก็ไม่เชิง เป็นอันว่า เราคิดอะไรไปเองหรือเปล่า... วันและคืนผ่านไป...เราก็ยังคงทำตัวหนีความจริง หนีจากแผลอันเจ็บปวดนั้นเช่นเดิม แต่เหตุการณ์ต่างๆ กับยิ่งทวีความเลวร้ายไปเรื่อย ๆ และหนักขึ้นไปทุกที จนถึงขั้นที่ถูก เธอว่า ทำร้ายตัวเองทำไม? ในที่สุดก็เพิ่งรู้ว่านั่นคือความห่วงใย นั้นคือ “ฝ้าย”ที่เรามองเห็นในจิตสำนึกหรือเปล่า หรือเราแค่ฝันไป “ฝันหรือเปล่า” แต่เมื่อเรามองไปรอบตัวมันก็ยังอยู่บนโลกที่มีแต่ความโหดร้ายอยู่เช่นเดิม...หรือฝ้ายเส้นนี้จะเป็นฝ้ายที่  “อุ้ย มา มัดมือฮ้องขวัญหื้อลูกหล้า เน่อ แม็กเฮ้ย...ขวัญมา ลูก ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตั๋วเน่อ.....” ขอให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เน่อ... ป่ออุ้ย แม่อุ้ย ลูกแม็ก ไม่มีน้ำตา ไม่มีกำลังใจจะสู้ต่อไปอีกแล้วนะครับ....ขอให้ “ฝ้าย”นี้เป็นฝ้ายเส้นนั้นด้วยเถอะ.....

 

ต้องประจันกับความจริง...และบางสิ่งที่ต้องเจียมตัว (ฝ้าย มัดมือถือเป็นของสูง)

            ความจริงที่โหดร้าย แต่เราก็ต้องทนอยู่กับความโหดร้ายนั้นให้ได้ แม้มันจะล้มลุกคลุกคลานจนถลอกปอกเปิกก็ตามที...แต่บางครั้งมันก็จริงจนเราเองก็รับไม่ได้... “ฝ้าย”เส้นนี้หวังไว้ว่าจะเป็นฝ้ายมงคลที่ผูกมัดหัวใจดวงนี้ บัดนี้ก็มีฝ้ายเส้นนี้ผูกกับข้อมือและหัวใจไว้เสียแล้ว และถ้าจะตั้งคำถามว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ต้องตอบว่าไม่สามารถหาคำตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใด และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? พอรู้ตัว...ที่ข้อมือนี้ก็มี ฝ้าย ผูกไว้เสียแล้ว จะบอกเธอยังไง และเธอจะรับมันได้หรือไม่ นี่สุดที่หาคำตอบยากจริง ๆ ครั้งเมื่อวันเราป่วยเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้งและต้องวางชีวิตไว้กับเส้นด้าย ...ขอบคุณ “ฝ้าย” และ “มดดำ” เพื่อนของเธอที่มาช่วยดูแลในขณะนั้น ทั้งชีวิตนี้จะไม่ลืมเลย จนบางครั้ง “ฝ้าย” ก็เข้าใจไปว่าหัวใจดวงนี้ไปอยู่กับ “มดดำ” ก็อยากบอกเธอว่า “บนข้อมือนี้ มีฝ้ายเส้นนี้ผูกไว้แล้ว” แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวมาจากหลาย ๆ คน ว่ามีคนมามอง ฝ้ายเส้นนี้เหมือนกัน (คนในที่ทำงานด้วยกันนั่นแหละ) หรือแม้กระทั่งได้ยินกะหูตัวเองก็ตาม เราเองพยายามจะบอกเธอในเรื่องที่ “เธอครอบครองหัวใจดวงนี้ไว้เสียแล้ว” ก็ตาม แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เธอนั้นน่ารัก และมีคุณค่า และแม้นเพื่อนเธอหลายคน ก็บอกไว้เหมือนกัน ว่าฝ้ายเส้นนี้มีเจ้าของแล้ว (เวลาโทรศัพท์ไปหาก็มักได้ยินเสียง หรือบางทีเขาก็ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่) เราเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าใด เนื่องจาก เราเป็นใคร มีอะไรดีหรือ เท่าที่มีฝ้ายมาผูกข้อมือให้มีกำลังใจก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว.... จะหวังอะไรไปมากกว่านี้เล่า แต่ในความรู้สึกลึก ๆ ก็ไม่วายจะหวงแหนฝ้ายเส้นนี้เหมือนกัน เพราะได้มีความรู้สึกที่เหนือกว่าความรู้สึกที่มากกว่าธรรมดาไปแล้ว “รักแล้วก็ต้องหวง” 

                แต่เมื่อทราบจากเพื่อนเธอว่าเธอเองมีเจ้าของแล้ว “แม้เธอจะบอกเสมอว่า เป็นอ้าย” ซึ่งผมไม่อาจจะปฎิเสธเป็นอย่างอื่นได้  ก็นี่ยิ่งทำให้ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวหนักเข้าไปอีก ทั้งเมื่อโทรศัพท์ไปหาเหมือนกับว่าเธออยู่กับใครยิ่งให้ต้องคิดหนักยิ่งขึ้นไปอีก ... แต่เราก็หวังลึก ๆ ว่าฝ้ายเส้นนี้ยังคงผูกติดกับข้อมือเราตลอดไป  หากแม้นวันใดฝ้ายเส้นนี้หลุดไปจากข้อมือเรา ก็ขอเก็บรักษาฝ้ายเส้นนี้ไว้ในใจตลอด...ถึงแม้พูดว่าต้องเจียมตัว แต่ขอบอกตรง ๆ ไม่สามารถทำใจได้เลย... “รักแล้วนะ” ฝ้าย.....

         

ฉันกลัว ฉันกลัว มันจะมาอีก (หากหมดเวลา ฝ้ายก็ต้องแกะออก...หรือ?)

       หากนึกย้อนเวลากลับไปสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่าผมเองมีแต่เรื่องที่ทำให้เจ็บปวดมากมาย ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ ทางร่างกายเจ็บแล้วก็หายไปได้ แต่ที่ใจนี่มันยากเหลือเกินที่จะหายไปได้ และสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เรื่องนี้ โดยฉเพาะเรื่องผิดหวังจากความรักนี้ ขออย่าให้เจอมันอีกเลย เพราะมันทุกข์ทรมานเหลือเกิน... โดยตั้งใจว่าจะไม่ให้หัวใจใครอีกเลยทั้งชีวิต...แต่สุดท้ายก็กลับมารู้ตัวว่า ได้มอบหัวใจนี้ให้กับ ฝ้ายไปจนหมดแล้ว และรู้ตัวอีกครั้งก็ไปรักเธอเข้าเต็ม ๆ เลย และเมื่อเปรียบเทียบเรากับฝ้ายมันมีหลายอย่างที่ต้องพึงเข้าใจว่า มีความแตกต่างกันมาก อย่างแรกก็วัยที่ต่างกัน สองเธอเป็นคนที่น่ารัก และมีคนแอบชอบมากมาย เราเป็นใครกัน ก็แค่คนที่มีแต่ความเลว ชั่วร้ายมากมายทั้งหลายทั้งปวง...ยิ่งระยะหลัง ๆ มีคนคอยป้ายสีจนเกือบถูกออกจากหน้าที่การงาน เช่น ไปดื่มเหล้า และที่หนักไปกว่านั้น ก็ยังถูกใส่ร้ายว่าไป ทำตัวเสียหายไปทำเจ้าชู้กับเด็ก ๆ ซึ่งความจริงผมไม่อยากมองหน้าใครด้วยซ้ำสาเหตุเข็ดขี้เข็ดเยี่ยวมานั่นแหละ แต่เมื่อกลับมาเป็นคนดีแล้ว เขาเหล่านั้นยังไม่ยอมให้อภัยเลย ซ้ำยังมองภาพเก่า ๆ  ที่และตอกย้ำเราให้เจ็บช้ำอีกด้วย ทำไมต้องสร้างความเจ็บช้ำและเจ็บปวดให้เราต้องหนี ๆ  และหนี ไปอีก ไม่เข้าใจ แม้แต่ ฝ้ายเองก็ยังมองภาพเหล่านั้นอยู่เช่นเดิม แม้จะบอกและยืนยันว่ามันไม่จริง แต่ก็กลับเหมือนว่าเราแก้ตัว... นั้นซิ เพราะไม่มีใครอยากให้อภัยเรานั่นไง...ถึงขั้นบางครั้งต้องบอกว่าจะเอากันให้ตายเลยหรือไง...

                สิ่งที่กลัวอีกประการ หลังจากที่ฝ้ายจบไปแล้วฝ้ายก็ต้องไปจากที่นี่ และก็จะพบกับคนอีกมากมายข้างหน้า เราก็แค่คนเล็ก ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ แต่สำหรับเรามันเป็นความหวังครั้งสุดท้าย และแหล่งพักพิงแหล่งสุดท้ายของหัวใจ...มีครั้งหนึ่ง...ผมถูกหักเงินเดือนจนติดลบ และคาดว่าคงอีกหลายเดือนต่อมาจะต้องมีลักษณะเดียวกัน ผมไม่สามารถหาอะไรทานได้เลย ดื่มน้ำแทนข้าว ยอมรับว่าหิวมากเพราะไม่ได้ทานข้าวมาสองสามวันแล้วดื่มแต่น้ำต้มผสมน้ำตาล ฝ้ายรู้ก็ซื้อข้าวมาให้ ผมมองกล่องข้าวแล้วรู้สึกว่ามีก้อนใหญ่ขึ้นมาตันที่คอหอย น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ผมเองทานได้สองสามคำเท่านั้นเพราะทานไม่ลง มันตื้นตันใจไปหมด และเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดมื้อหนึ่งของชีวิต หลังจากที่ครั้งหนึ่งเคยออกจาก ห้อง ICU เมื่อสามปีก่อนหลังจากถูกแทง เพราะนั้นไม่ได้ทานอะไรมาแปดวันเต็ม ๆ แต่นี้ผมไม่ได้เจ็บป่วย แต่ไม่มีเงินเท่านั้น ผมเก็บกล่องข้าวนั้นไว้ เก็บไว้ที่บ้าน ใส่ตู้เย็นไว้จนถึงวันนี้ แม้ข้าวจะบูดแล้วก็ตาม แต่มันมีค่าที่สุดเลย นึกถึงที่ไรน้ำตาเจ้ากรรมพลันไหลทุกที นี่ขณะที่เขียนนี้ก็เหมือนกัน...ผมไม่รู้จะเล่าอะไรมากกว่านี้ได้อีก...เรื่องที่ฝ้ายอยากรู้ยังมีอีกหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ตอนนี้เขียนไม่ออกแล้ว....

                ยังไงผมก็ต้องกลัวที่สุด กลัวเธอไปจากผม กลัวว่าผมจะเสียเธอไป ผมไม่รู้จะกลัวอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว...อย่าให้มันเป็นความจริงอีกเลย ผมกลัวความจริงที่มันจะเกิด.... “ฝ้าย” เส้นนี้ขอให้ผูกติดข้อมือผมตลอดไปนะ...จนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่....... “รักแล้ว”..... แต่ก็มีหลายคนทั้งเพื่อนที่ทำงาน  หัวหน้า  และ คนรู้จัก ก็บอกผมว่า บางสิ่งที่ต้องเข้าใจ ว่านั่นไม่จีรัง แต่ก็เถอะผมต้องเก็บฝ้ายนั้นไว้ ให้อยู่กับผมนานที่สุด......

 

บันทึกหลังบันทึก

หลังบทเขียนที่เขียนให้ฝ้ายนี้ ผมขอบอกฝ้ายว่า ผมทำทุกสิ่งที่ผ่านมานั้นผม มีอัตตาสูงมาก บัดนี้ ฝ้าย ได้เปลี่ยนผมไปแล้ว ถึงแม้จะมองผมในภาพเก่า ๆ ว่า ผมมีสภาพที่เลวร้ายก็ตาม หากที่ผ่านมาผมทำอะไรผิดไปกับฝ้าย ผมขอโทษนะครับ และผมยอมฝ้ายแล้วนะครับ... ยังไงก็ขอบอกฝ้ายว่า  “ผมรักฝ้ายแล้วครับ”