16 วันในชีวิตของการเป็นพระป่า ได้บันทึกสิ่งดีงาม มาเล่าสู่กันฟัง อ่านสนุก ๆ หันหน้าเข้าหาวัดกันเถอะ 

บันทึกรายวัน ขณะบวชเป็นพระบวชใหม่
ธราพงษ์ ธรรมวํโส (วัดป่าบ้านค้อ)
บันทึกวันที่    |1|2|3|4|5|6|7|8|9|10|11|12|13|14|15|16|


วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๙ (เริ่มพิธีแห่นาค)
เช้าของวันใหม่ประมาณ ตี ๕ ครึ่ง คณะของทางเชียงใหม่เดินทางมาถึงที่วิทยาลัยฯ มากัน ๑ คัน รถตู้ แม่ออกมาทักทาย ดูแม่ผอมลงไปมาก เนื่องจากคงดื่มมาก พูดจาดูจะสับสนช่วงนั้นผมถามถึงพ่อว่าสบายดีหรือไม่ (คุณพ่อป่วยอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่สามารถมาร่วมพิธีบวชในครั้งนี้ได้) แม่บ้านของผมก็กำลังวิ่งวุ่นกับการต้อนรับคณะจากทางบ้าน

 กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๙
เป็นวันแรกที่อาตมาได้บิณฑบาตร คือ เริ่มจากการคลองบาตร รู้สึกจะอึดอัดและยากเอาการ วันนี้มีโยมจากทางวิทยาลัยฯ และทางเชียงใหม่มาร่วมทำบุญตักบาตร อาตมารู้สึกอิ่มใจมาก หลังจากกลับจากรับบิณฑบาตรอาตมาก็ได้ฉันอาหาร กุฏิหลวงปู่การฉันที่วันโพธิฯ ก็ฉัน ๒ มื้อตามปกติ ช่วงเวลา  ๑๔.๐๐ น. เราก็เริ่มเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระกันทั้งหมด ๑๒ รูป โดยแบ่งเป็นชุด  ชุดละ ๓ รูป (ทั้งหมดบรรพชาเป็นสามเณรกันหมดแล้ว ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ ๓ นั้น ผู้ที่เข้าพิธีอุปสมบทหมู่ครั้งนี้ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรกัน) หลังจากเสร็จพิธีโยมจากเชียงใหม่ก็ได้เดินทางกลับกันหมดแล้วงานนี้มีแต่โยมทางวิทยาลัยที่เข้าร่วมพิธีจนจบโดยเฉพาะท่าน ..อำไพ ซึ่งมาร่วมพิธีจนสิ้นสุดและถวายสังฆทาน วันนี้เราทั้งหมดเหน็ดเหนื่อยกันพอสมควรไม่ว่าจะเป็นทางญาติโยม พระอาจารย์ พระคู่สวด พระอุปชา วันนี้เราได้ฉายาทางพระดังนี้ หลวงพี่ไพโรจน์ เขมบัตโต หลวงพี่ประสิทธิ์ วีระสิทโธ หลวงพี่ผ่องชัย ฐิตชะโย และพระธราพงษ์ ธรรมมะวังโส
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้เป็นวันที่ ที่เราออกรับบิณฑบาตรวันนี้เราเข้าไปในวิทยาลัยมีมาด้วยกัน ๘ รูป มีพระครูประนอมเป็นองค์นำตามด้วยหลวงพี่จากสำนักงานสามัญศึกษา (จำชื่อไม่ได้) หลวงพี่เสริมศักดิ์  คณะของเรา ๔ รูป และพระอีก ๑ รูป (อาตมาลืมถามชื่อไป) มีญาติโยมมาใส่บาตรกันมากพอสมควรทั้งครู  อาจารย์ นักศึกษา  นักการภารโรง  เจ้าหน้าที่และแม่ค้าที่วิทยาลัย  วันนี้เป็นอีกวันที่ประทับใจมากและอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วเราก็กลับมาฉันที่กุฏิหลวงปู่เหมือนเดิม  วันนี้เราต้องเตรียมการสำหรับเดินทางไปวัดป่า  ซึ่งอาตมาคิดว่าคงต้องเตรียมความพร้อมให้ดีเนื่องจากที่นั้นได้ข่าวว่าฉันมื้อเดียว ทั้งโยม ๆ ของอาตมา ของท่านหลวงพี่ต่าง ๆ ก็ต้องเหนื่อยพอสมควรในการเตรียมของใช้สำหรับอยู่วัดป่า ไม่ว่าจะเป็นไฟฉาย รองเท้าแตะ สมุด ปากกา สบู่ เครื่องใช้ส่วนตัว ฯลฯ  เห็นโยมทั้งหลายวิ่งไปวิ่งมาก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่โยม ๆ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ ก็พลอยให้เราเกิดความปลื้มปิติพอสมควร บ่ายวันนี้หลวงพี่เสริมศักดิ์ สิรินทะโร (จากสำนักงานตรวจบัญชีซึ่งบวชในครั้งเดียวกันได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน พรุ่งนี้เราคงจะได้พบกันที่วัดป่าบ้านค้อ จะเป็นอย่างไรหนอ?
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้เช้าเราก็ได้ออกรับบิณฑบาตรกันในวิทยาลัย เป็นวันสุดท้ายเพื่อเดินทางสู่วัดป่าบ้านค้อ วันนี้เราออกมารับบิณฑบาตรกันเพียง ๖ รูปเท่านั้นอีก ๒ รูป ท่านเดินทางไปยังวัดต่าง ๆ แล้ว รูปที่นำเรามาคือ พระครูประนอมเช่นเดิม คณะของเราและพระที่อาตมาลืมถามชื่อ (ถ้าจำไม่ผิดทราบชื่อภายหลังว่า "จิ๊ม"จบการศึกษาด้านไฟฟ้าจากญี่ปุ่น) วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ปลื้มใจมาก  แล้วเราก็กลับมาฉันอาหารที่กุฏิหลวงปู่เช่นเดิม หลังจากนั้นเราก็เตรียมตัวเดินทางไปจำวัดอยู่ที่วัดป่าบ้านค้อ บ้านค้อ ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ การเดินทางโดยโยมแอ๋ว  (คุณอัชพร อังกินันท์ โยมของหลวงพี่ประสิทธิ์) คุณเสี่ยตุ้ย คุณเสี่ยวัตร  เป็นผู้ขับรถมาส่งเราที่วัดปาบ้านค้อ
เมื่อมาถึงอาตมารู้สึกแปลก  ๆ คือ วัดนี้สะอาดเรียบร้อยเงียบเชียบมาก  มีหลวงพี่อยู่รูปหนึ่งคอยแนะนำวิธีการอยู่วัดป่า โดยให้ศึกษาเอาจากกิจวัตรของทางวัด แล้วเราก็ได้เลือกกุฏิกลางป่าเพื่อใช้เป็นที่พำนักกันต่อไป  โดยหลวงพี่ประสิทธิ์เลือกกุฏิหมายเลข ๓๔ หลวงพี่ไพโรจน์เลือกกุฏิหมายเลข ๓๕  หลวงพี่ผ่องชัยเลือกกุฏิหมายเลข  ๓๓ และอาตมาเลือกกุฏิหมายเลข ๓๗ ซึ่งอยู่ในระยะใกล้ ๆ กัน (ห่างกันประมาณกุฏิละ ๒๐ เมตร) ที่นี้เราได้พบกับหลวงพี่เสริมศักดิ์ที่มารอเราก่อนแล้ว ท่านพักอยู่กุฏิหมายเลข  ๓๖ ท่านก็แนะนำวิธีการต่าง ๆ ข้อวัตรต่าง ๆ ของทางวัดให้เราทราบกันเป็นอย่างดี เช่น  การฉันน้ำปาณะ การออกรับบิณฑบาตร กลางคืนตอนนั่งสมาธิมักมีเสียงแปลก ๆ ช่วงเวลา ๑๔.๐๐ น. เราก็ไปฉันน้ำปาณะกันแล้วพูดคุยเรื่องธรรมกันบ้างและออกกวาดลานวัดจนบ่ายแก่ ก็กลับไปกุฏิเพื่อทำกิจส่วนตัว คืนนี้อาตมาได้นั่งสมาธิ ทำวัตรเย็น แผ่เมตตาถึงโยมพ่อ โยมแม่ โยม ผ.. และอื่น ๆ ตามที่นึกได้ในขณะนั้น (บทแผ่เมตตาครอบจักวาลของโยม ..)  คืนนี้นอนไม่ได้เลย มันหนาวมากเพราะกุฏิอยู่กลางป่า พื้นก็เป็นพื้นเหล็กเย็นหลังมาก กลางคืนเงียบมากจนใบไม้หล่น ใบเหมือนกับมีคนเดินสัก -๔ คน ทำให้คนขวัญอ่อนกลัวได้ วันนี้นั่งสมาธิแผ่เมตตามากกว่าปกติ ให้โยมพ่อหายจากอาหารป่วยโดยไว
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้หลวงพี่ผ่องชัยมาปลุกตั้งแต่ตี ๓ ครึ่ง เนื่องจากไม่มีนาฬิกากันเลย หลวงพี่ก็ให้ดูพระจันทร์ แต่แล้วก็ไม่สว่างสักทีเลยไปปลุกหลวงพี่เสริมศักดิ์ถามเวลาดู  ปรากฎว่าเพิ่งตี ๔ เอง  เราจึงกลับมาที่กุฏิ และนั่งสมาธิต่อ  เช้า ๆ หนาวมากนั่งสมาธิก็รู้สึกไม่เข้าท่าเลย  เลยนอนต่อก็นอนไม่หลับเลยจัดอุปกรณ์เพื่อออกบิณฑบาตร เช้าวันนี้เราออกบิณฑบาตรกันในหมู่บ้านซึ่งเจ็บปวดเท้ามากเนื่องถนนจากวัดไปหมู่บ้านเป็นถนน รพช. ความเจ็บปวดนั้นยังทวีมากขึ้นเมื่อระยะทางเพิ่มมากขึ้น คิดถึงโยมพ่อหากอาตมาจะรับความเจ็บปวดแล้วโยมพ่อหายจากอาการป่วย  อาตมาจะยอมเจ็บปวดได้ตลอดไป วันนี้มีหมาตัวหนึ่งชื่อ "โบ" ฉลาดมาก ระหว่างทางเจ้าโบจะเดินตรวจแถวและดูว่าพระที่มาครบ หรือไม่ (ทราบมาว่าเป็นพันธ์ที่ดุที่สุดแต่เจ้าโบไม่เคยกัดใครเลย) กลับจากรับบิณฑบาตรก็ถึงการฉันอาหาร การฉันก็จะฉันในบาตรช่วงแรกรู้สึกไม่คุ้นเคยเลย เพราะอาหารทุกอย่างจะรวมอยู่ในบาตรทั้งหมดไม่มีการเลือกฉัน  และการตักอาหารก็ให้พอดีถ้าจะเหลือต้องไม่เหลือมาก วันนี้อาตมาฉันพอดีไม่เหลือพออิ่ม
ช่วงบ่ายวันนี้ฉันสมอไป ๔ ลูก รู้สึกท้องใส้จะปั่นป่วนทำให้ถ่ายดีมาก  แปลกที่ถ่ายบ่อยแต่ไม่อ่อนเพลียเลย ช่วงเย็นก็ปกติทำวัตรเป็นกันเอง (ไม่มีการนัดใด ๆ จากทางวัดทราบว่าคืนนี้ประมาณเที่ยงคืนกลุ่มพระใหม่จาก ตชด. จะมาสมทบ ๒๐ กว่ารูป กลางคืนทำสมาธิรู้สึกจะไม่ค่อยได้สมาธิเลย เพราะปวดขามากเลย นอนกำหนดลมหายใจจนหลับไป
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้หลวงพี่เสริมศักดิ์มาปลุกทำวัตรเช้า (เป็นนาฬิกาที่เที่ยงตรงดีมาก) วันนี้ออกรับบิณฑบาตรสายใหม่ ไม่ไปทางถนนใหญ่เพราะเท้าบวม เดินทางป่าและทุ่งนา ประมาณ ๑ กิโลเมตรก็มีหมู่บ้านเล็ก เขาออกมาใส่บาตรกันมาก วันนี้พระจาก ตชด.มาร่วมอีก ๒๔ รูป แบ่งเป็น ๒ สายเช่นกัน กลับจากบิณฑบาตรก็ฉันอาหารเช่นเดิม วันนี้เริ่มคุ้นเคยกับการฉันในบาตรบ้างแล้ว  หลังจากนั้นก็จำวัด (นอน) ครึ่งวันเลยเพราะรู้สึกอ่อนเพลียมาก
ช่วงบ่ายฉันน้ำปาณะและลูกสมออีก ๔ ลูก (น้ำปาณะเป็นน้ำมะเขือเทศรู้สึกเป็นยาระบายได้ดีพอสมควร คืนนี้ประมาณทุ่มหนึ่ง ทางวัดนัดทำวัตรเย็นพร้อมกันและมีการอบรมธรรมจากพระอาจารย์ ก็รู้สึกเมื่อยมาก  กลับจากทำวัตรเย็นคืนนี้ไม่ได้นั่งสมาธิเลยเพราะรู้สึกเพลียมาก  เลยนอนกำหนดจิตหลับไป
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้ทางพระอาจารย์นัดทำวัตรเช้า  ตี ๔ ครึ่ง ทุกคนตื่นพร้อมกัน  ส่วนผมหลวงพี่เสริมศักดิ์มาปลุกอีกตามเคย หลังจากทำวัตรพระอาจารย์สมโชคให้นั่งสมาธิแผ่เมตตาถึงสมเด็จย่า ขณะนั่งนั้นรู้สึกชาที่ขาด้านซ้ายจนรู้สึกว่าขาหายไปเลย  ตกใจมากเพราะรู้สึกว่าขาได้หายไปทีละข้างจนกระทั่งพระอาจารย์บอกให้เลิกจึงรู้สึกตัวแต่ขยับตัวและขาไม่ได้เลย เลยใช้มือจิกเล็บเท้าก็ทุเลาลง วันนี้ออกรับบิณฑบาตรสายเดิม คือสายป่าไม่ออกหมู่บ้านใหญ่เนื่องจากยังเจ็บเท้าอยู่ ส่วนหลวงพี่ไพโรจน์ กับหลวงพี่ผ่องชัยก็ได้ไปสายหมู่บ้านวันนี้ทางพระ ตชด.ได้ถูกนิมนต์ไปในค่ายกันหมดเหลือพระอยู่ที่วัดเพียง ๑๒ รูป เณร ๑ รูปเท่านั้นการฉันก็เป็นปกติแต่วันนี้ฉันอาหารได้น้อยกว่าเดิมหลังจากนั้นก็อ่อนเพลียมากเลยกลับมาจำวัดจนเที่ยงกว่า ๆ หลวงพี่เสริมศักดิ์มาปลุกให้ไปเตรียมฉันน้ำปาณะ ตอนนี้พระ ตชด.กลับมากันแล้ว น้ำปาณะวันนี้มีน้ำมะขาม(รดชาดแปลกดี) เลยฉันไป ๑ แก้วกับกาแฟอีก ๑ แก้ว หลวงพี่ ตชด.นำเอามะขามป้อมมาฉันเลยฉันไป ๑ ลูกพร้อมสมออีก ๓ ลูก ทำให้ระบายได้ดี จากนั้นเลยกลับมาสรงน้ำและไปปลีกวิเวกตรงสระน้ำ แปลกมากไม่มียุงเย็นสบายดี เงียบเชียบวังเวงน่าทำสมาธิ แต่ก็ไม่ได้ทำกลับมาที่กุฏิประมาณ ๑๗.๐๐ น. สรงน้ำเพื่อเตรียมทำวัตรเย็นต่อไป
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๙
ตื่นตี ๔ ครึ่ง ออกมาทำวัตรเช้าและบิณฑบาตร วันนี้ไปสายเดิมไม่เจ็บเท้าเท่าไหร่ วันนี้ฉันเสร็จรีบมาเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปวัดโพธิสมพรเพื่อเตรียมร่วมพิธีถวายดอกไม้จันท์แด่สมเด็จย่า  ช่วงเช้าก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักยุงเยอะมาก (ยุงลาย) กลัวเป็นไข้เลือดออกเลยอยู่ในกลด
ช่วงบ่ายโยมเอารถมารับกลับวัดโพธิ คืนนี้ต้องค้างที่วัดโพธิฯ ช่วงเย็นกลับไปที่บ้านพักทราบข่าวว่าพ่อไม่สบายอีกแล้ว  รู้สึกวิตกกังวลมากทีเดียว เป็นห่วงทางบ้านมาก ทั้งโยมพ่อ โยมแม่ รู้สึกท้อถอยมากทีเดียว เลยตั้งใจว่าถ้าโยมทางเชียงใหม่โทรมาอย่างไรค่อย   แก้ปัญหาไปเพราะเราเองก็ไม่อยู่บ้านเสียด้วย รู้สึกท้อแท้มากที่สุดเลย และเป็นห่วงมากนี่เขาเรียกว่า ห่วง เป็นความทุกข์ก็คือ อย่างนี้นี่เอง ทราบแล้วว่าเมื่อก่อน โยมพ่อ โยมแม่ ห่วงเราอย่างไรเดี๋ยวนี้จะรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร คืนนี้นอนไม่หลับเลย เพราะยุงเยอะมากไม่ได้เอามุ้งมาด้วย
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้ขาดกิจสงฆ์คือไม่ได้ออกไปบิณฑบาตรเลยเพราะไม่ได้นำเอาบาตรติดตัวมาด้วย  แต่ก็มีโยมทางวิทยาลัยเอาของมาถวายจังหันอยู่  วันนี้ที่จะต้องไปร่วมงานที่วัดมัฆชิมาวาท  มีการเลี้ยงเพลด้วยคงจะไม่ฉันแน่เพราะเราเป็นพระป่า ฉันอาหารมื้อเดียว ช่วงเช้าเวลา ๙.๐๐ น.ก็มีพิธีมอบวุฒิบัตรที่เข้าบวชในโครงการนี้ โดยท่านเจ้าคุณเจ้าคณะอำเภอเมืองอุดรธานี แล้วในช่วงบ่ายได้เข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันท์ที่สนามทุ่งศรีเมืองมีคนมาร่วมมากมายทีเดียว  ทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พ่อค้า  ประชาชนเต็มไปหมดถึงแม้อากาศจะร้อนมากแต่ทุกคนก็ทนได้ ช่วงที่รอพิธีการทางกรุงเทพฯ รู้สึกปวดหัวมากอากาศมันร้อนมากทีเดียว  คิดถึงโยมพ่อที่เชียงใหม่มากเลย หลังจากพิธีเสร็จในช่วง โมงเย็นก็กลับวัดโดยเดินกลับกัน พรุ่งนี้ว่าจะกลับวัดป่าบ้านค้อ  คืนนี้คงต้องค้างที่วัดโพธิฯ อีกคืนหนึ่งก่อน ช่วงกลางคืนรู้สึกสับสน ห่วงโยมพ่อ โยมแม่มากทีเดียว นอนก็ไม่ค่อยหลับเลย หลวงพี่ผ่องชัยได้แยกไปจำวัดอยู่ที่บ้านนาหยาด มีโยมเอารถมารับ รู้สึกขาดไปหนึ่งรูปก็มีอาการแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน ตอนนี้ก็คงต้องค้างอยู่ด้วยกัน ๔ รูปแล้วหล่ะ ได้ข่าวว่าหลวงพี่ผ่องชัยจะกลับไปสิงหบุรีไปดูแลหลวงพ่อที่กำลังป่วยเช่นเดียวกันแต่เห็นบ่นว่าไม่มีค่ารถเพราะเงินรอบบ่ายยังไม่ออก (คิดว่าคงไม่ได้ไปแน่ ๆ เลย)
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๙ (วันพระ)
เช้านี้ก็ขาดกิจของสงฆ์อีก วันคือไม่ได้รับบิณฑบาตรอีกแล้ว โยมก็เอาอาหารมาถวาย ฉันเสร็จเลยกลับเข้าวิทยาลัยฯไปถามเรื่องตารางสอน(ยังห่วงเรื่องงานอยู่อีกนะ) กลับมามีโยมมารับไปดูวัดป่าอีกแห่งหนึ่งอยู่อำเภอหนองวัวซอ ชื่อว่าวัดป่าพระพุทธบาทบัวขาว อยู่บนภูเขาสูงทีเดียว ห่างจากตัวเมือง ๓๔ กิโลเมตรและที่วัดห่างจากถนนใหญ่เพียง  ๖ กิโลเมตรเศษ ๆ  เท่านั้น  มีพระอาจารย์ณะเป็นเจ้าอาวาสปกครองที่นี้ หลังจากที่พูดคุยกับพระอาจารย์อยู่สักพักก็ขอมาจำวัดอยู่ที่นี่สัก  ๔ คืนท่านก็ว่าได้  เลยรีบกลับไปวัดป่าบ้านค้อเพื่อเปลี่ยนที่บำเพ็ญอีกครั้ง ตอนกลับจากวัดป่าบ้านค้อนั่นมากันเพียง รูปเท่านั้นคงเหลือที่วัดป่าบ้านค้อ   รูปคือหลวงพี่ไพโรจน์และหลวงพี่เสริมศักดิ์ ส่วนผมและหลวงพี่ประสิทธิ์รู้สึกเหงา ๆ อยู่เหมือนกันแต่ก็เอาเถอะเราได้ไปขอพระอาจารย์เขาแล้ว  (ข่าวว่าพระอาจารย์ณะนี้เป็นศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพลก็วิตกอยู่ว่าเขามีแนวปฏิบัติเหมือนกับวัดป่าบ้านค้อหรือไม่เท่านั้น รู้สึกกังวลเล็กน้อยตอนกลับมาถึงวัดป่าพระพุทธบาทบัวขาว  ก็ค่ำ พอดีมีหลวงพ่อให้เข้าไปอยู่ในกุฏิหลังหนึ่งอยู่กลางป่าพอดี ทั้งมืดทั้งรกทึบน่ากลัวมาก กลางคืนนอนไม่หลับเลยจะหลับก็สะดุ้งตื่นเพราะมีเสียงเคาะกุฏิดังปัง ๆ น่ากลัวมาก แผ่เมตตาทั้งคืนลุกมาฉายไฟดูก็ไม่เห็นมีอะไร ก็กลับไปนั่งสมาธิบริกรรมต่อก็เหมือนเดิมคือเสียงทุบฝาดังปึง อีกเลยนึกว่าเจอดีแน่เรา ขนาดจุดธูปจุดเทียนขอขมาก็แล้ว  เอาหล่ะเป็นไงก็เป็นเลยไม่หลับเลยนั่งภาวนาตลอดคืน ขณะภาวนาไปก็คิดถึงโยมพ่อไปตลอดคืนเหมือนกันจนเช้าประมาณตี ๓ กว่า ๆ จึงได้ออกมาล้างหน้าล้างตาคอยหลวงพี่รูปอื่น ๆ ออกบิณฑบาตรต่อไป
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๓๙
หลวงพี่ประสิทธิ์เดินฉายไฟมาเรียกตั้งแต่ตี  ๔ เหมือนกัน ถามว่าเมื่อคืนเจออะไรหรือเปล่า  หลวงพี่บอกว่าสบายดีนอนหลับสบายทั้งคืนเลย ถามว่าอยู่ไกลกันไหม ก็บอกว่าไกลกันมากอยู่บนยอดเขาโน้น โอ้โฮมันไกลจริง ๆ (ประมาณ ๑ กิโลเมตรได้) หลังจากนั้นก็ลงมาจัดบาตรจัดที่ฉันอาหาร  เขาก็ทำเหมือนกับวัดป่าบ้านค้อเหมือนกันก็ค่อยโล่งใจหน่อยแล้วตี    ก็ออกไปบิณฑบาตรในหมู่บ้านห่างกัน    กิโลเมตรเดินกันจนเหนื่อยเหมือนกันนะ ขากลับเดินมาได้ครึ่งทางก็มีรถมารับขึ้นบนวัดก็ดีขึ้น ฉันอาหารเช้าเสร็จก็กลับกุฏิ มาทำกิจวัตรต่อ แล้วก็ขึ้นไปเยี่ยมหลวงพี่ประสิทธิ์บนยอดเขาเลยนอนอ่านหนังสือจนหลับไปนั่นแหล่ะ  (ฉันมากก็เลยเกิดกิเลสขณะหลับฝันเห็นโยมพ่อแต่งตัวเป็นเทวดามีวิมานและข้าทาสเป็นชายหญิงเต็มไปหมด  แต่ไม่ได้คุยกัน โยมพ่อ เสกคาถาจนมีลมพัดแรงแล้วก็หายไปพร้อมข้าทาสบริวารเหล่านั้นดูยิ่งใหญ่จริง ๆ โยมพ่อนี้นะ ช่วงบ่ายลงไปตีตาดแล้วฉันน้ำปาณะมีฝนตกด้วยและตกแรงขึ้นเรื่อย    วันนี้มีน้ำส้มกับน้ำต้มสมุนไพรเป็นยาระบายฉันแล้วเข้าห้องน้ำบ่อยดีเหมือนสมอ หลวงตาให้ลิโพขวดหนึ่งแต่ก็ไม่กล้ากินเพราะกลัวนอนไม่หลับ กินแต่น้ำส้มกับกระเทียมดองก็ทำให้ลมเดินดีมากหลังจากนั้นตอนกลางคืนมานั่งคุยกับหลวงพี่ประสิทธิ์ที่กุฏิบนยอดหินมองดูดาวสวยมากไม่เคยเห็นชัด   ๆ อย่างนี้มาก่อน พรุ่งนี้จะมาดูใหม่ คิดถึงโยมพ่อ โยมแม่ โยมน้องมากเลย (กิเลสเป็นนิวรณ์ คือความห่วงหา บริกรรมสมาธิไม่ได้สักที นี่หละมีห่วงคล้องคอมากมาย)
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๙
ตื่นตี .๒๐ นาที พร้อมหลวงพี่ประสิทธิ์ออกเดินบิณฑบาตรไกลถึง ๔ กิโลเมตรกว่า ๆ เหนื่อยมากและรู้สึกเจ็บหน้าแข้งพอสมควรกลับมาก็ฉันจังหันตามปกติวันนี้กับข้าวมากเพราะโยมพ่อออก แม่ออก (ชาวบ้านในละแวกพื้นที่อุปถัมภ์วัด) นำเอากับข้าวขึ้นมามาก เลยฉันเสียอิ่มเกินไป พอตอนสายชักง่วงขึ้นมาบ้างเลยจำวัดไปเลย ตื่นมาก็เกือบเที่ยง เลยชวนหลวงพี่ประสิทธิ์ไปเดินบนเขาเพื่อรอตีตาด (วันนี้วันที่ ๓ ที่เราจะต้องตีตาดจากยอดเขาลงมา) ไปพบถ้ำเลยทำความสะอาด ไปกุฏิบนยอดเขาสายมากแลสลับซับซ้อนดูสึกลับตอนกลางคืนคงมืดน่ากลัววิเวกวังเวงทีเดียวเหมาะสำหรับนั่งสมาธิกรรมฐานมาก แล้วเราก็ตีตาดลงมาเรื่อย  ๆ จนเหนื่อยล้าพอสมควร พอตีตาดลงมาถึงลานข้างล่างก็พอดีบ่าย  ๔ โมงก็ฉันน้ำปาณะอีก วันนี้ก็ฉันน้ำส้ม น้ำต้มสมุนไพรและกระเทียมดองก็อร่อยดีพร้อมใบบัวบก (ผักหนอก) ฉันเสร็จก็รีบขึ้นกุฏิเอาผ้าห่มขนไปยอดเขาไปนั่งดูดาวบนลานหินสวยงามดี พรุ่งนี้จะขึ้นมานอนที่นี่อีกนอนดูมีเห็นดาวตก  ผีพุ่งใต้ ที่ไม่เคยเห็นนั่งสมาธิได้ประมาณ ๒๐  นาทีก็เมื่อยขบมากเลยหยุดมานั่งเพ่งดาวบริกรรมพุทโธ  ๆ ๆ ทำให้เกิดสมาธิดีแล้วจึงนอนดูดาวบริกรรมไปเรื่อย ๆ จนหลับไป  วันนี้หลับดีมากไม่ฝันเห็นอะไรเลย  แต่ก็เกิดนิวรณ์ คือความห่วงอยู่มากต้องต่อสู้กับมันจนถึงพริกถึงขิงทีเดียว ห่วงโยมพ่อ โยมแม่ โยมน้อง และโยมลูกทั้งจะเกิดมาในไม่ช้านี้ขอให้โยมพ่อจงหายจากโรคร้าย โยมแม่หยุดดื่ม โยมน้องตั้งใจเรียน โยมหน่อยสบายแข็งแรง โยมลูกแข็งแรงด้วยเทอญ ขอบุญที่ทำมาทั้งหมดจนเป็นกุศลมอบให้ทุก ๆ ท่านด้วย
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้ตื่นตี .๒๐ นาทีเช่นเดิม เริ่มล้างหน้าแปรงฟันเพื่อไปรับบิณฑบาตรในหมู่บ้านเพราะไกลมาก  ไปถึงศาลาก็พอดีเตรียมพร้อมกันทุกรูปเลยไม่เสียเวลา อาหารวันนี้มีมากเช่นเดิม  คงฉันไม่หมดเลยเอานำใส่บาตรนิดเดียวกลัวจะง่วงตอนสาย   ฉันเสร็จกลับกุฏิมาซักจีวร สบง ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็แห้งหมดเลย หลวงพี่ที่อยู่ก่อนแล้วเอาหนังสือมาให้อ่าน   เล่ม คือ  พระเกจิ  ชีวประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต  หลวงตามหาบัว  อ่านแล้วทำให้เพลิดเพลินดี  สนุกไปอีกแบบ (ทราบภายหลังว่าชื่อหลวงพี่สมหวัง) ตอนบ่าย ลงไปตีตาดที่ลานวัดมีเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๐ กว่าคนมาเที่ยวเล่นแล้วหลงเขาเข้ามาถามว่าทางลงเขาไปทางไหนเลยบอกทางให้เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวดี   พอกำลังตีตาดอยู่พระอาจารย์ณะมาเห็นเข้าเลยไล่กลับบอกว่าบ่าย ค่อยมาตีใหม่เลยกลับกุฏิ บ่าย ๓ เลยมาตีใหม่ ที่นี่มีพระจากหนองบัวลำภู ๒ รูปทราบว่าเป็น ผ..โรงเรียนอนุบาล กับภารโรง บวชและมาเดินแสวงบุญเลยพูดคุยทักทายกัน แล้วชวนมาดูลานหินจนค่ำ ค่ำนี้ก็เลยนอนที่ลานหินดูดาวดูฟ้าไปเรื่อย บริกรรมไปด้วยได้สมาธิดีพอสมควร วันนี้ก็เกิดนิวรณ์ขึ้นเป็นระยะ คือห่วงเป็นระยะ ๆ เหมือนกันโยมพ่อจะเป็นอย่างไรหนอ จึงเขียนธรรมได้บท หนึ่ง "อันไม้ที่ใกล้ผุกร่อน ย่อมเป็นพักพิงของเหล่าแมลงได้ เมื่อผุกร่อนไปก็เป็นที่อยู่ที่กินของเหล่าปลวกและหมู่แมลงได้ คนเราเมื่อสิ้นไปจะห่วงอะไรกับสังขาร กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นรอบตัว ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำเอาไว้ ใครทำดีย่อมได้ดี  ใครทำชั่วย่อมได้ชั่วดังนี้ อันขอนไม้ที่ล้มลงนกย่อมไม่อาศัยฉันใด  คนเราเมื่อละสังขารไปแล้ว ย่อมไม่มีอะไรมาอาศัยด้วยฉันนั้น" ธราพงษ์ ธรรมวํโส
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้ตื่นตี ๔ ครึ่งพอดี รีบล้างหน้าล้างตาเพื่อไปบิณฑบาตรในหมู่บ้านเช่นเคย  วันนี้คิดว่าจะขึ้นไปดูยอดเขาอีกเช่นเดิม หลังจากฉันจังหันเสร็จสิ้นก็รีบล้างบาตรแล้วกลับกุฏิทำความสะอาดกุฏิจนเรียบร้อยดีแล้วก็พากันเดินขึ้นไปยอดเขาอีกครั้งไปที่กุฏิยอดเขา พบถ้ำเลยมุดเข้าไปมีเทียนพรรษาเล่มใหญ่ ภายในถ้ำเย็นและเงียบสงัดดีเหมาะสำหรับกรรมฐานจริง ๆ กลับลงมาจากยอดเขาก็ประมาณบ่าย โมงแล้วก็เลยตีตราดลงมาที่ศาลา วันนี้อากาศร้อนเช่นเดิม ร้อนอบอ้าวเสียด้วย ที่วัดนี้ตุ๊กแกเยอะมากร้องรับกันทั้งป่าทีเดียวซึ่งฟังดูก็แปลกดี เย็นนี้มานั่งทำวัตรเย็นที่ศาลาเล็ก  ยุงเยอะจริง ๆ นั่งสมาธิได้สัก ๒๐  นาทีก็ปวดเอ็นหน้าแข้งมากเลย ขยับก็ไม่ได้ วันนี้พระอาจารย์สอนเรื่อง "พุทธทายาท" ว่า ถึงแม้เราจะเป็นฆารวาสก็ตามหากนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติจริงจัง แล้วก็เท่ากับเราสืบทอดพระพุทธศาสนานั่นเอง  มีค่าเท่ากับการบวชเป็นพระ ฟังหลวงปู่เหรียญเทศก์ดีมาก สอนเรื่องทำสมาธิกรรมฐานพอจับใจความได้ และกลับมาตอนดึก  หลังจากทำวัตรเลยมานั่งดูดาว ก็ทำสมาธิต่อแล้วนึกข้อธรรมได้ว่า
"จิตสงบพบพระธรรมอันล้ำลึก
ปัญญาตรึกและตรองให้ผ่องใส
แล้วคงพบพระนิพพานนั้นวันใด
ถึงตายไปก็สงบพบนิรันดร
ต่อแต่นี้ไม่กลัวแล้วซึ่งความตาย
มาเมื่อไหร่จะทำใจให้พรักพร้อม
มีพระธรรมคู่ใจแล้วจะตายฉันก็ยอม
จะขอน้อมนบใจไปนิพพาน" ธราพงษ์ ธรรมวํโส
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้ตื่นตี .๒๔ นาทีรีบล้างหน้าเพื่อไปรับบิณฑบาตรตามปกติ ขณะเดินไปก็บริกรรมภาวนาว่า "พุทโธ"เดินถึง ๔ กิโลเมตรไม่รู้จักเหนื่อยเลย ถึงหมู่บ้านแบบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำไป (ตามหลักแล้วจะเหนื่อยมาก) นี้เป็นอุบายที่อ่านได้จากหนังสือหลวงปู่หล้า เขมปัตโต  ขากลับจากรับบิณฑบาตรก็เลยเอาอุบายนี้มาใช้เดินได้อีก กิโลเมตรไม่เหนื่อยเลยจนมีรถมารับให้ขึ้นเขาเลยขึ้นรถมา วันนี้ญาติโยมเยอะมาก  เพราะเขาจะมีบวชพระอีก ๑ รูป เป็นทหาร  วันนี้กับข้าวเยอะมากขนาดว่าตักทีละนิดก็ฉันไม่หมด เวลาตักอาหารใส่บาตร ควรตักหมดทุกอย่างไม่เลือกเลยอย่างละนิด  ผสมกันทั้งอาหารคาวหวาน คือไม่ติดใจในรสของอาหารไม่เลือกฉันอาหาร ก็แปลก ๆ ดี แต่อยู่ได้มาหลายวันแล้วแถมมื้อเดียวอีกต่างหาก วันนี้กลับจากฉันอาหารกลับมาอ่านธรรมะอีก ได้ข้อคิดอีกว่า สังขารไม่เที่ยง มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เราจะห่วงอะไรกับสังขารเรา สักวันมันก็ผุ ก็กร่อนไปตามธรรมชาติ สำคัญคือจิตใจ สมัยพระพุทธการมีพระอยู่รูปหนึ่งจิตไปติดอยู่กับจีวรที่โยมมาถวายแต่ไม่ทันได้นุ่งห่มก็ตายเสียก่อน เมื่อจิตอยู่กับจีวรเมื่อตายก็เลยเกิดเป็นไรอยู่กับจีวร  เมื่อพระต่าง ๆ จะตัดเอาจีวรแบ่งกันตัวไรก็ร้องไห้ พระพุทธเจ้าจึงสั่งห้ามตัดจนครบ ๗ วันเมื่อ ไรตัวนั้นละสิ้นสังขารแล้วพระพุทธเจ้าจึงโปรดให้ตัดได้ ไรนั้นด้วยอานิสงค์การปฏิบัติธรรมตายไปก็ไปเป็นโสดาบันต่อไป นี่แหล่ะฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าความตายนั้นไม่สำคัญเลยแต่สำคัญที่ใจสงบมากกว่า  ทำอย่างไรจะให้ใจเราสงบก็หาอุบายเอา ตัดห่วงตัดนิวรณ์ทุกอย่างไป ทุกอย่างที่เหลือคือกรรม  ใครอยู่ต่อก็คือต้องมีกรรมต่อฉนั้นเราท่านอย่าประมาทเลย ทำใจให้สงบ เมื่อจะพบกับการละสังขารตามธรรมชาติ รอพบพระศาสนา พระศรีอารีย์เมต จะดีกว่า อย่างไรก็ดีการบวชครั้งนี้ผมคิดว่าผมได้อะไรมากมายเหลือเกินเกินกว่าที่จะบรรยายได้ ความจริงอยากบอกโยมพ่อ  โยมแม่เสียบัดนี้ว่าทุกอย่างที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้วนั้นเป็นความจริงทุกประการ  มีเกิด จากเด็กสู่ผู้ใหญ่  มีแก่ชราร่างกายทรุดโทรมตามเวลาต้นไม้ยังหักผุไปเลย   มีชราก็ย่อมมีเจ็บมีไข้มีป่วย มีไม่สบาย ตามอายุของร่างกายเป็นธรรมดา รู้เมื่อถึงที่สุดก็คือละสังขารคือละจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ กลับสู่ธรรมชาติ ร่างกายเราก็พังไปแตกแยกธาตุต่าง ๆ กันไป เหลือแต่จิตแต่ใจที่ยังคงระลึกอยู่ และเมื่อจิตสงบก็พบพระธรรมอันสุขุมลุ่มลึกของพระพุทธเจ้า ถ้าจิตฟุ้งซ่านก็ติดอยู่กับความฟุ้งซ่านต่อไป เมื่อเวลามันจะมาถึงไม่ว่าหนุ่ม  ชรา  เด็กก็ต้องละสังขารเหมือนกัน  แม้พระพุทธองค์ยังไม่สามารถเหนี่ยวรั้งสิ่งนี้ไว้ได้ตั้ง ,๕๐๐ กว่าปีตั้งแต่เกิดโลกจนถึงโลกแตกมลายนั้นแล ก็ไม่พ้นกับคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ธราพงษ์ ธรรมวํโส
คำภาวนาเพื่อ จิตสงบ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ กายเราไม่ใช่ของเรา
ตายไปก็เน่าเขาเผาทิ้งเสีย ถึงแม้เมื่อยขบและอ่อนและเพลีย
ละทิ้งเสียอย่าติดข้องใจ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
เข้าก็รู้ ออกก็รู้ สิ้นก็รู้ ยาวก็รู้ จิตตั้งอยู่ที่ลมหายใจ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
กลับสู่หัวข้อเลือก


วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๙
วันนี้จะมีโยมมารับกลับอุดรเพื่อลาสิกขาบทเพราะครบเวลาแล้ว ตอนเช้าก็ไปรับบิณฑบาตรเช่นเดิมฉันเสร็จก็รีบขึ้นมาทำความสะอาดกุฏิที่หลับที่นอนพลันก็นึกอาลัยอาวรณ์กับสถานที่ที่วิเวกวังเวงนี้เหลือเกินจนน้ำตาไหลทีเดียว ความจริงแล้วอยากจะอยู่นาน ๆ แต่ความห่วงยังมีอยู่ มีมากมายจึงกราบลาหลวงพ่อนาค (พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง .บ้านผือ ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว) ว่า "ลูกขอปวารณาตัวเป็นพุทธทายาทสืบไปถึงแม้จะอยู่ในเพศแห่งฆารวาสก็จะปฏิบัติธรรมอันดี น้อมนำใจสู่พระพุทธศาสนาสืบไปจะบำเพ็ญซึ่งการภาวนาให้พบความสงบเพื่อให้ทันกับศาสนา พระศรีอารีย์ในกาลภาคหน้าให้ได้ ซึ่งบัดนี้ก็กึ่งพุทธกาลไปแล้ว (พระพุทธศาสนาจะมีอายุถึง ,๐๐๐ ปีเท่านั้น) ถึงคุณบิดา มารดา ครูอาจารย์ พระอุปชา หากกรรมใดที่ก่อไว้ลูกขอรับเพียงผู้เดียว หากกุศลผลบุญใดที่ได้ทำในขณะบวช ขออุทิศให้กับทุกท่านทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดา มารดา ซึ่งเปรียบประดุจพระอริยเจ้าก็ไม่ปานนั้นด้วยเทอญ" หลังจากเก็บข้าวของแล้วก็มานั่งรอและเขียนบันทึกในวัดป่าพระพุทธบาทบัวขาวต่อ หลังจากนั้นไม่นานโยมก็นำรถมารับกลับอุดรธานี ซึ่งอาตมาและหลวงพี่ประสิทธิ์ได้กราบลาพระอาจารย์ณะ อีกครั้ง พร้อมทั้งกราบลาหลวงพี่จ่อย หลวงพี่สมหวังแล้วก็เดินทางมายังวัดโพธิสมพร พอมาถึงก็พบกับหลวงพี่เสริมศักดิ์ และหลวงพี่เกรียงศักดิ์ ซึ่งมาถึงก่อนแล้ว (ศึกษานิเทศ ระดับ ๙ กรมสามัญ)เลยได้ทักทายปราศัยกันพอสมควรในเรื่องวัดที่ไปจำกันอยู่พร้อมเหตุการณ์ต่าง และคิดว่าพรุ่งนี้จะลงปาฏิโมขกันก่อนแล้วแสดงอาบัติกันจึงจะลาสิกขาบทเพื่อความบริสุทธิ์และเป็นสิริมงคลต่อตัวเองต่อไป พอประมาณสัก ๕ โมงกว่า ๆ หลวงพี่ผ่องชัยก็เดินทางมาสมทบอีกทราบว่าไปปฏิบัติที่สิงห์บุรี ่ตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม เล่าถึงการเดินทางสนุกดี ประมาณ ๒ ทุ่ม เลยนั่งบันทึกพรุ่งนี้ก็คงสู่เพศฆารวาสต่อไป จะยึดแนวทางขององค์พระศาสดาต่อไป บุญใดที่สร้างขอดลบันดาลให้ความสุขเกิดแก่ทุกท่านเทอญ
จบการบันทึกการบวชเพียงเท่านี้


กลับสู่หัวข้อเลือก