จะได้อะไรจากการบวชพระ และเป็นพระป่า จากส่วนหนึ่งของชีวิต จะสนุกสนานกับบทความและจะอะไรก็แล้วแต่นี่คือเรื่องจริงเมื่อ ปี 2539 บทความที่เขียนขึ้นมานี้เดิมทีกะไว้ว่าจะเก็บไว้อ่านคนเดียว แต่เมื่อปี 2541 มีเพื่อนที่สอนวิชาพุทธศาสนามาพบและได้เชิญเป็นวิทยากรพิเศษเรื่องพระพุทธศาสนา ผมเลยให้เขาอ่าน เขาบอกว่าบทความที่ผมเขียนไว้นี้ อ่านสนุกดี และมีสาระด้วย ทำไมไม่ลองเผยแพร่ดู ผมนึกอยู่นานว่าจะเผยแพร่อย่างไร และที่ไหน วันนี้เลยนำมาเผยแพร่ทาง internet ผู้สนใจอ่านแล้วท่านได้อะไร เหมือนที่ผมได้รึเปล่า? (อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นได้ส่ง E-mail มานะครับ)

เนี้อหามีทั้งหมด 7 ตอนดังนี้
1. เกริ่นนำ
2. ได้อะไรจากการบวชพระป่า
3. ได้อะไรจากการกวาดลานวัด
4. การฉันจังหันในบาตร
5. ความกลัวกับจิตปรุงแต่ง
6. จากหลวงพี่ที่ร่วมอุปสมบทครั้งนี้
7. บทสรุป


๑. เกริ่นนำ
หลังจากที่กระผมได้ลาสิกขาบทแล้ว ทำให้ทราบว่าการบวชครั้งนี้ได้ข้อคิดข้อธรรมต่าง ๆ มาก ถึงแม้จะปฏิบัติได้ไม่หมดทุกอย่างเต็มที่ก็ตาม คณะเราที่บวชครั้งนี้ก็พยายามปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถผลบุญอันใดที่ได้กระทำก็ขอให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านหากความผิดใด ๆ  ที่เป็นอกุศลขอรับไว้แต่ตัว ด้วยผลของการกระทำกรรมนั้น
อย่างไรก็ตามหวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้วคงจะนึกเหมือนกระผมนึกว่า  ธรรมอันใดในโลกนี้ก็ไม่เท่าธรรมอันประเสริฐของพระพุทธองค์ที่ตรัสรู้โดยชอบแล้ว ขอขอบคุณหลวงพี่ทุก ๆ รูปที่ได้ให้ข้อคิดอาทิ หลวงพี่ประสิทธิ์ วีระสิทโธ (ประสิทธิ์ อังกินันท์) หลวงพี่ผ่องชัย ฐิตชะโย (ผช.ผ่องชัย  ไทยหอม) หลวงพี่ไพโรจน์ เขมบัตโต (ไพโรจน์ คงเคารพธรรม) จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี  หลวงพี่เสริมศักดิ์ สิรินฐะโร (เสริมศักดิ์ ถวัลย์รัตน์ ผู้ตรวจสอบบัญชี จ.นครพนม) และพระอาจารย์ณะ วัดพระพุทธบาทบัวขาว   พระอาจารย์วัดป่าบ้านค้อทุกรูปและที่ไม่ได้กล่าวถึงทุกผู้ทุกนามที่ช่วยให้กระผมได้ข้อมูลในการทำบทความนี่จนสำเร็จ หวังว่าบทความนี้คงจะสร้างประโยชน์เกิดความสนุกสนานกับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย
ธราพงษ์ สายเรือนแก้ว

กลับหัวข้อเลือก


๒. "ได้อะไรจากการบวชพระป่า"
เนื่อง ในงานพระราชทานเพลิงศพพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินบรมราชชนนี วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๙ ถึง ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๙
โดย พระนวกะธราพงษ์ ธรรมวํโส (ธราพงษ์ สายเรือนแก้ว)
วันที่ ๕-๑๐ จำวัดอยู่วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
วันที่ ๑๑-๑๗ จำวัดอยู่วัดพระพุทธบาทบัวขาว อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
จากการบวชสายพระป่าทำให้กระผมได้ข้อคิดอะไรหลาย ๆ อย่างในช่วง ๑๕ วันที่ผ่านมา คือวันที่  ๒ มีนาคม - ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๙ กิจวัตรของพระป่าดูจะแตกต่างจากพระบ้าน กล่าวคือ ตอนเช้าตื่นแต่เช้ามืดทำวัตรเช้า ซึ่งต้องทำกันเอง แล้วทำการบิณฑบาตร ฉันจังหัน  ซึ่งฉันในบาตรอาหารจะถูกนำมารวมกันในบาตรแล้วฉันโดยไม่ติดใจสงสัยกับรสชาดของอาหารแต่ประการใด หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปล้างทำความสะอาดบาตรเพื่อไม่ให้สกปรกเหม็นคาว แล้วแยกย้ายกันบำเพ็ญเพียรตามถนัดไม่ว่าจะนั่งกรรมฐาน เดินจงกรม ฯลฯ ตามแต่ถนัด  ตอนบ่ายก็ลงมาตีตาด (กวาดลานวัด ทางเดิน ฯลฯ)  แล้วฉันน้ำปาณะกลับไปทำกิจส่วนตัวเช่นอาบน้ำแล้วทำวัตรเย็น หลังจากนั้นก็บำเพ็ญเพียรต่อ ซึ่งเน้นเรื่องความสงบ ความวิเวกเป็นใหญ่ ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวกระผมได้ข้อคิดข้อธรรมจากการไปสัมผัสชีวิตของพระป่ามาบ้างถึงไม่มากมายแต่ก็สามารถฝึกจิต ฝึกใจให้อยู่ในร่องในรอยและสงบได้บ้าง  และในกิจวัตรที่กล่าวมาทุกข้อล้วนแล้วแต่มีความหมายด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งกระผมจะได้กล่าวในหัวข้อต่อ ๆ ไปพร้อมกับอนุทินที่บันทึกไว้ให้บิดามารดาของกระผมอ่านซึ่งจะอยู่ในภาคผนวกอย่างละเอียดทุกวัน  ซึ่งกระผมก็จะสอดแทรกข้อคิดข้อธรรมที่ได้พบได้รู้ไว้เสมอ  หากผู้ใดอ่านแล้วเกิดความขัดเคืองประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยซึ่งในบันทึกอนุทิน ๑๕ วันนั้นกระผมใช้คำว่าอาตมาแทนกระผมและโยมแทนญาติ ๆ หรือเพื่อนผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนั้นเป็นการสมควรแต่หลังจากนั้นมากระผมก็ลาสิกขาบทแล้วผู้อ่านอาจจะขัดใจบ้างก็ขออภัยไว้ด้วย
กลับหัวข้อเลือก


๓. ได้อะไรจากการกวาดลานวัด
ธราพงษ์ ธรรมวํโส (ธราพงษ์ สายเรือนแก้ว)
กิจวัตรของสงฆ์คือ ๙ อย่างคือ
ลงอุโบสถ ๑ บิณฑบาตรเลี้ยงชีพ ๑ สวดมนต์ไหว้พระ ๑ กวาดอาวาสวิหารลานเจดีย์ ๑ รักษาผ้าครอง ๑ อยู่บริวาสกรรม ๑ โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ ๑ ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์ ๑ เทศนาบัติ ๑ และพิจารณาปัจจเวกขณะทั้งสี่ ๑ เหล่านี้ล้วนเป็นกิจวัตรใหญ่ที่ภิกษุควรปฏิบัติ และที่พระวัดป่าจะต้องทำคือการกวาดอาวาสวิหารลานเจดีย์ (ตีตาด) การตีตาดนั้นทำในเวลาบ่ายและเป็นบางแห่งอาจจะเริ่มเมื่อฉันน้ำปาณะเสร็จสิ้นหรือบางแห่งจะตีตาดก่อนแล้วฉันน้ำปาณะก็ได้
การตีตาดไม่ได้หวังเพื่อความสะอาดสะอ้านของลานวัดเท่านั้นยังเป็นอุบายทางการฝึกจิตฝึกธรรมอีกด้วย อีกครั้งยังเป็นการออกกำลังยามบ่ายเพื่อไม่ให้ง่วงนอน ซึ่งจะทำให้การภาวนาความเพียรนั้นขาดตอนได้
การตีตาดนั้นดูโดยทั่วไปเหมือนว่าพระนั้นออกมาทำความสะอาดลานวัดกันแต่ในแนวทางของพระป่าถือว่าเป็นการภาวนาขณะที่ปัดตาดไปซ้ายก็ดีขวาก็ดีให้จิตใจอยู่ที่ตาดที่ปัดไปขณะที่ปัดไปก็ให้ภาวนาพุทโธ  ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตลอดระยะเวลาการตีตาดจนบางครั้งเกิดสมาธิในขณะตีตาด  เมื่อมีสมาธิดีแล้วก็ใช้ปัญญาตรึกตรองไปด้วย  เศษใบไม้ใบหญ้าเหล่านั้นเปรียบประดุจกิเลสทั้งปวง บางบ้าง หนาบ้าง  เมื่อเราตีตาดลงไปแล้วใบไม้เหล่านั้นก็จะถูกปัดให้ไปอยู่รวมกันทำให้พื้นสะอาด   เปรียบประดุจว่ากิเลสได้ออกไปจากใจของเราแล้ว ใจเราสะอดาดีแล้ว  แม้บางขณะที่ลมพัดมาอย่างรุนแรงใบไม้ก็หล่นลงมาอีกก็เท่ากับว่ากิเลสได้เกิดขึ้นอีกเราก็ปัดมันออกไปอีกให้สะอาดเช่นเดิมอย่างนี้ กิเลสนั้นมีทั้งอย่างหนา อย่างบาง อย่างบางก็ขจัดง่าย อย่างหนานั้นขจัดออกยาก  เช่นเดียวกับเศษใบไม้ที่ติดอยู่ตามซอกหิน หลืบหินหรือรากไม้ ตาดตีเท่าไรก็ไม่ยอมออก กว่าจะออกก็เหน็ดเหนื่อยเอาการ  ที่อยู่บนพื้นราบ ๆ ก็ตีง่าย ตีทีเดียวก็หลุดออกหมดอย่างนี้เป็นกิเลสอย่างบาง ดังนั้นเราควรจะมาตีตาดกันอยู่เสมอ ไม่ว่าพระสงฆ์หรือฆารวาสก็ดี ควรจะมีตาดไว้ตีกิเลสในใจของตนเสมอ ๆ เพื่อให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากกิเลสเพื่อนำตนเองสู่ความสงบ สู่แดนนิพพาน หรือให้เกิดบุญกุศลกับเราต่อไป
ตาด คือ ไม้กวาดที่ทำด้วยทางของมะพร้าว ด้ามยาว หรือเป็นไม้กวาดทางมะพร้าวใช้กวาดใบไม้ ตีตาด คือ การกวาดใบไม้ใบหญ้าด้วยไม้กวาดทางมะพร้าว
กลับหัวข้อเลือก


๔. การฉันจังหัดในบาตร
จากการที่พระป่าได้รับบิณฑบาตรมาแล้ว อาหารทุกอย่างที่ได้รับมาจะถูกนำมารวมกันไว้ในบาตรโดยคัดเอาอย่างละเล็กละน้อยและกะดูให้พอกับความต้องการไม้ให้อิ่มเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไป  อาหารทุกอย่างจะต้องรวมกันไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว ก่อนจะฉันอาหารต้องพิจารณาอาหารว่าไม่ใช่ของอร่อยอย่างใดไม่ติดกับรสชาดของอาหารว่าอร่อย กินเข้าไปเพียงเพื่อให้อยู่รอดเท่านั้น อุบายนี้คงจะเป็นเพราะว่าพระนั้นไม่ควรเลือกว่าอาหารอะไรอร่อย อาหารอะไรไม่อร่อย ควรจะพอใจในสิ่งที่ตนได้ฉันเข้าไปเพื่อประทังความหิวเท่านั้น ให้ร่างกายอยูได้โดยไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อีกทั้งการกินอาหารนั้นก็กินเพียงมื้อเดียวเท่านั้น ตอนแรก ๆ นั้นเรา ๆ ท่าน ๆ คิดว่าคงจะอยู่ไม่ได้แน่เพราะตัวกระผมเองก็คิดเช่นนั้น แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็อยู่ได้สบายแถมการกินแบบนี้จะช่วยลดซึ่งความอ้วนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
การกิจอาหารมื้อเดียวก็มีผลดีอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ต้องเดือดร้อนเกี่ยวกับอาหารเพลอีกว่าจะเอาอะไรมากิน จะเหลืออะไรไว้กิน อีกทั้งชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน ต้องจัดข้าวปลาอาหารมาถวาย  (แต่นี้เป็นเพียงความคิดของกระผมนะครับ ใครไม่เห็นด้วยก็ขออภัยอย่างยิ่ง)
การฉันในบาตรไม่มีเทคนิดอย่างใด  แต่ต้องระวังไม่เงยหน้าขึ้นมาเคี้ยวอาหารเพราะดูแล้วไม่เหมาะเท่าที่ควร (คงเป็นเพราะมันหกออกนอกบาตรนั่นเอง) การฉันในบาตรและฉันมื้อเดียวนั้นมีข้อคิดอย่างหนึ่งคือ อย่ากินเผื่อทั้งวันโดยเด็ดขาด เพราะการกินจุ ๆ ตอนเช้านั้นทำให้สาย ๆ ง่วงมาก กระผมเคยทำมาแล้วง่วงสุด ๆ เหมือนกันจนไม่สามารถทำอะไรได้เลย และไม่ต้องห่วงเรื่องหิว ถ้าผ่านวันแรก ๆ ไปวันต่อไป ๆ ไปสบายทีเดียว ลองนำไปทำสักเดือนรับรองหุ่นดีครับ
กลับหัวข้อเลือก


๕. ความกลัวกับจิตปรุงแต่ง
ความกลัวนั้นจะมีอยู่ในมนุษย์หรือสัตว์ทั่วไป ความกลัวทำให้เราท่านทำอะไรไม่ได้ ทำให้หลงลืม ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นอย่างมากมาย ในที่นี้กระผมขอยกตัวอย่างความกลัวที่เกิดจากความมืด ผมค่อนข้างจะสรุปได้ว่าคนเราจะกลัวมีอยู่ในสภาวะ ๔ อย่างดังนี้ คือ อยู่ในความมืด อยู่ในที่เงียบวังเวง มีอะไรลื่น ๆ และจิตกำลังปรุงแต่ง (หมายถึงคิดไปเรื่อยเปื่อยไม่มีสมาธิ) เช่น ถ้าเราอยู่ในที่มืด ๆ เงียบ ๆ กำลังคิดเรื่องผีวิญญาณแล้วมือไปถูกของลื่น ๆ เท่านั้นแหล่ะรับรองว่ากระโจนทุกคน
การชนะความกลัวจะนำมาซึ่งความกล้าหาญและมีสมาธิถ้าใครอยากมีสมาธิมาก ๆ  ก็ต้องชนะซึ่งความกลัว ทำไมพระเก่ง ๆ ถึงได้ทำสมาธิได้ง่ายก็คือท่านไปฝึกอยู่ในสถานที่ที่น่ากลัวก่อน เช่น พักป่าช้าบ้าง พักในถ้ำ ในป่ารกทึบบ้างเพื่อฝึกตนเองเมื่อชนะความกลัวแล้วจิตสมาธิเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ (ผมเองก็ยังทำไม่ได้ทราบแต่ทฤษฏี ทดลองทีก็กลัวอยู่เรื่อยเหมือนกัน) จะเล่าเรื่องที่เคยผ่านประสบการณ์มาให้ฟังดังนี้
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๙ กระผมได้มีโอกาสไปพักปฏิบัติธรรม ณ วัดพระพุทธบาทบัวขาว ซึ่งมีพระอาจารย์ณะเป็นเจ้าอาวาส กระผมได้อยู่ที่กุฏิไม่ไกลเท่าไร่ แต่อยู่กลาง ๆ เขามันเงียบมากและที่สำคัญเข้าไปในกุฏิแล้วเห็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งตั้งอยู่ทำให้ใจมันคิดปรุงแต่งทันทีว่า เอทำไมถึงมีพระพุทธรูปอยู่ในกุฏินะหรือกุฏินี้คงเฮี้ยนน่าดู หันไปดูที่ประตูเป็นแผ่นเรียบ ๆ ก็ปรุงแต่งขึ้นมาอีกว่า เขาเอาอะไรมาทำประตูหรือฝาโลงศพ (จริง ๆ แล้วไม่ ไช่ แต่เป็นไม้อัดทำประตูธรรมดา ๆ นี่แหละ แต่จิตมันคิดปรุงแต่งไปเอง) ซึ่งพอตกกลางคืนก็เงียบสงัดมากเหลือบเห็นประตูทีไรก็นึกปรุงแต่งไปทุกที  แต่พอเห็นพระพุทธรูปก็ใจชื้นขึ้นเลยนั่งสมาธิบริกรรมพุทโธ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนลืมนึกถึงประตู ทันใดนั้นก็มีเสียงดังทางข้างกุฏิโครม ๆ ๒ ครั้งติดกันทำให้สะดุ้งสุดตัวขนลุกขนพองไปหมดเลย แผ่เมตตาทันทีแล้วลมก็พัดอีก เสียงข้างกุฏิก็ดังขึ้นอีก ๒ โครมจนกุฏิสั่นไปหมด นึกในใจว่าไม่ไหวแล้ว จิตตอนนั้นปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานาว่าผี วิญญาณ มาขอส่วนบุญหรือมาลองดีพระใหม่เข้าแล้วแต่ก็พยายามระงับความกลัวโดยจุดเทียน (ไม่มีไฟฟ้า เพราะพระป่าท่านไม่ให้ใช้ไฟฟ้า) แล้วนอนแผ่เมตตาแล้วบริกรรม พุทโธ ๆ (ไม่มีคาถาอาคมอะไร) ขณะที่จะหลับก็ดังขึ้นอีก ๓ โครมติด ๆ กันคิดจะลุกวิ่งแล้วแต่ก็สะกดเอาไว้ แผ่เมตตาต่อไปไม่ยอมหลับจนถึงตี ๔ จึงลุกมาบิณฑบาตร แล้วจึงพยายามถามพระที่ท่านเคยอยู่มาก่อน  ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่าไม่มีอะไรหรอกท่านไปดูข้างฝาอีกทีนะว่ามีอะไรแล้วก็จะสามารถชนะความกลัวนั้นได้
กลับไปตอนสาย ๆ เลยไปดูเห็นที่ถูพื้นมีผ้ายาว ๆ มัดอยู่พอลมพัดมันก็ปลิวแล้วกระแทกผาดังโครม ๆ นึกแล้วก็ขำตัวเองทันทีที่เมื่อคืนเราดันกลัว ปรุงแต่ว่าเป็นผีเลยแผ่เมตตาให้ไม้ถูพื้นทั้งคืนเลย เป็นอันว่างานนี้ไม้ถูพื้นได้บุญกุศลเต็มเพียบเลย
นี่แหละจิตปรุงแต่งและความมืด ความเงียบทำเอาเสียคนเลยเล่าให้ใครฟังก็หัวเราะกัน กระผมว่าถ้าคืนนั้นไม่ยั้ง และขวัญอ่อนก็ไม่แน่คงลุกวิ่งอ้าวแน่ ที่กระผมไม่วิ่งไปเพราะกุฏิมันไกลกันมากเหลือเกินเลยอดทนเอา คืนต่อมาสบายเลยกี่โครม ต่อกี่โครมก็ให้มันดังอย่างนี้ เห็นแล้วว่าถ้าเรารู้ถึงสาเหตุ รู้ถึงที่มาด้วยเหตุด้วยผลความกลัวก็ไม่เกิดขึ้นอีกและยังเกิดสมาธิได้โดยง่ายอีกด้วย   สำหรับเรื่องเหล่านี้กระผมจะไม่สรุปเป็นข้อคิดเห็นใด ๆ แต่อยากจะเล่าเพื่อได้รับความรู้ ความเข้าใจจากครูบาอาจารย์มาเผยแพร่ต่อไป
กลับหัวข้อเลือก


๖. ได้จากหลวงพี่ที่ร่วมอุปสมบทครั้งนี้
จากหลวงพี่ประสิทธิ์ วีระสิทโธ (ประสิทธิ์ อังกินันท์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี)
"ใบไม้หล่นควรเข้าใจใบไม้หล่น
คล้ายกับคนเกิดแล้วแก่รอดับสูญ
เพราะฉะนั้นอย่างโศกเศร้าโศกาหรืออาดูร
จงเพิ่มพูนบุญทางสานสืบไป"

จากหลวงพี่เสริมศักดิ์ สิรินฐะโร (เสริมศักดิ์ ถวัลยรัตน์ ตรวจสอบบัญชี จ.นครพนม)
"สติเป็นเครื่องห้ามเป็นเครื่องป้องกันความอยากและความอยากจะละได้เพราะปัญญา"

คำอธิษฐานก่อนตักบาตร
ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดังดอกบัว
ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์
จิตใจจำนง ตรงต่อพระนิพพาน
ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วหมู่มาร
ขอให้ทันศาสนาพระศรีอารีย์ ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
จากบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น (สำหรับภิกษุใหม่) ตามโครงการถวายพระราชกุศลพระบรมศพ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี้ ๓-๑๗ มีนาคม ๒๕๓๙
กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๙
กลับหัวข้อเลือก


บทสรุป
ถึงแม้การอุปสมบทครั้งนี้จะเป็นเพียงระยะสั้น ๑๕ วันเท่านั้นแต่ก็ทำให้คณะเราที่ร่วมโครงการนี้ได้อะไรมาบ้างคนละเล็กละน้อยแม้จะไม่เต็มที่ก็ตาม ข้อคิดข้อธรรมต่าง ๆ ที่ทำให้หลายคนได้อะไรติดตัวกลับไปดำเนินชีวิตในเพศฆารวาสได้ดังจะเห็นจากการสนทนาธรรมกันในบางครั้งที่มีเวลาว่างในวัดป่าที่ไปจำวัดอยู่ การนั่งกรรมฐานอาจจะได้เพียง ๒๐ นาที ๓๐ นาทีก็ถือได้ว่าเริ่มปฏิบัติในการน้อมนำจิตสู่ความสงบ ศึกษาความเป็นไปในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เพื่อออกไปเป็น "พุทธทายาท" อย่างน้อยอานิสงค์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่พระศาสนาพระศรีอารีย์ในอนาคตกาล
ศาสนาพุทธมีอายุอยู่ ๕,๐๐๐ ปี บัดนี้ก็ล่วงเลยไป ๒๕๔๓ ปี กึ่งพุทธกาลแล้ว  หากสาธุชนยังหลงลืมตนและเข้าใจผิด ๆ ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ย่อมเป็นที่น่าเสียดายเหลือเกินว่าพุทธทายาทจะลดน้อยลงไป
เรื่อย ๆ การที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถึง ๕,๐๐๐ ปีนั้นอยู่ที่สาธุชนจะน้อมนำจิตใจเข้ารักษาและศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือพระธรรมถึงแม้ไม่ได้บวชเข้ามาเป็นภิกษุสามเณรก็สามารถประพฤติปฏิบัติในธรรมคำสั่งสอนของพระศาสนาได้เช่นกัน
การรักษาจิตให้สงบเป็นแนวทางของพระพุทธศาสนาโดยตรงตามคำสอนที่ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธ์" การฝึกภาวนา ฝึกจิตใจให้กล้าแข็ง ย่อมทำให้ชีวิตของเราเข้มแข็งอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี การฝึกกรรมฐานไม่ใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไปนัก เพียงขอให้มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้นก็ย่อมทำได้วันละ ๑๐-๒๐ นาทีก็เกินพอสำหรับคนเมืองที่พบแต่ความวุนวาย
การเกิด การแก่ การเจ็บป่วย การตาย เป็นเรื่องของวงเวียนชีวิตทุกอย่างในโลกนี้เป็นอย่างนี้เสมอ พิสูจน์ได้จากความเป็นจริงมีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมีสิ่งนั้นจะไม่มีจบสิ้นอายุไปบ้าง..เปล่าเลยทุกอย่างเป็นอนิจจัง อนัตตาทั้งสิ้น ก้อนหินเกิดจากการแข็งตัวของดิน หินที่แบ่งถูกบดจนกลายเป็นดินเหมือนเดิม น้ำระเหยกลายเป็นไอแล้วกลั่นตัวเป็นฝนกลับเป็นน้ำเช่นเดิม เป็นอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด โลก สุริยจักรวาล จักวาล ยังมีอายุไข และเราท่านอย่าพูดว่าเรื่องนี้ไกลตัว คนเรามีตายมีเกิดวนเวียนดังกับน้ำ ดังกับหินกับดินเช่นกัน ถ้านึกได้ตรงนี้แล้ว ความทุกข์จะลดลงเยอะทีเดียวถึงแม้จะไม่หมดไปทั้งหมดเลยก็ดี
กระผมเองก็ยังเป็นเพียงเขียดที่อยู่ในกะลา มองโลกของธรรมะของพระพุทธองค์ได้เพียงเท่านี้ถึงแม้มีผู้รู้ ผู้ปฏิบัติตามมากมายกว่าอ่านบทความนี้ก็ดีขออภัยในสิ่งที่เขียนผิด ๆ ไปและความผิดก็ขอรับไว้เพียงผู้เดียวหากมีความดีอยู่บ้างขอมอบให้สาธุชนทั่วไปด้วยเทอญ


กลับหัวข้อเลือก